
วิศวฯ จับมือวิทยาฯ มช. พัฒนา MasquraX Gen 2 ต้นแบบหน้ากากอนามัยความดันบวก ป้องกันฝุ่น PM 2.5 และสารคัดหลั่ง มุ่งต่อยอดใช้งานจริง เพื่อเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าและบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงไฟป่าและวิกฤติโควิด-19
“
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ใน ME Maker Club ที่ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. ของกลุ่มนักศึกษาวิศวฯ เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา วันนี้ได้กลายมาเป็นนวัตกรรม “MasquraX” ต้นแบบหน้ากากอนามัยความดันบวก ที่น้องๆ หวังว่าจะได้ใช้ความรู้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาวิกฤตการณ์ทางสุขภาพที่เรากำลังเผชิญกันอยู่”
นายณัฐภัทร สูงติวงค์ (เบส) นายจตุพร สุขอ่วม (เอม) และนายจารุกิตติ์ เหล่ากาวี (ออโต้) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 วิศวฯ มช. คือกลุ่มนักศึกษาที่เริ่มต้นคิดค้นนวัตกรรมหน้ากากความดันบวก หรือ Positive pressure ที่พวกเขาตั้งชื่อว่า “MasquraX”
“MasquraX” Gen 1 คิดค้นขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถสวมใส่หน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้มากถึง 99% และยังสวมใส่สบาย กระชับกับใบหน้า และสามารถใช้งานได้ในระยะยาว เหมาะกับนักผจญเพลิง เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า หรือผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยนวัตกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย ฟองสมุทร หัวหน้าภาควิชาฯ และศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย อาจารย์ ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์ฯ ที่ได้ร่วมเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบ และสนับสนุนการทำงานของนักศึกษาในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ทำงาน และองค์ความรู้ต่างๆ
“MasquraX” Gen 1 / “MasquraX” Gen 2
และในวันนี้ต้นแบบ MasquraX Gen 2 ได้สำเร็จออกมาแล้ว โดยนอกจากจะสามารถใช้ป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังสามารถป้องกันสารคัดหลั่งได้เป็นอย่างดี อีกทั้งแบตเตอรี่ยังมีขนาดเล็กลง และมีน้ำหนักเบาลงอีกด้วย ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้งานกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19และโรคติดต่อทางเดินหายใจต่างๆ
สำหรับการทำงานของ MasquraX ทั้ง 2 Gen จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนแรก เป็นส่วนกรองอากาศที่คาดติดกับเอว มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว จะมีพัดลมขนาดเล็กที่ใช้ดูดอากาศเข้าไปกรองผ่านฟิลเตอร์สำหรับกรองคาร์บอน ที่สามารถกรองอนุภาคขนาดเล็ก 0.1 ไมครอน ได้ถึง 99% (แผ่นฟิลเตอร์ของตัวต้นแบบได้รับการรับรองมาตรฐานจาก Nelson Lab) โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่อยู่ภายในกล่องเดียวกัน ฟิลเตอร์ดังกล่าวสามารถเปลี่ยนได้เมื่อประสิทธิภาพการกรองลดลง และยังมีตัวดูดอากาศที่สามารถดูดอากาศผ่านจากฟิลเตอร์ส่งผ่านท่อไปยังหน้ากาก ซึ่งฟิลเตอร์ก็สามารถเปลี่ยนได้ง่าย และหาได้ตามท้องตลาด เช่น หน้ากากอนามัยกัน PM 2.5 ทั่วไป

ส่วนที่สอง คือส่วนที่เป็นตัวหน้ากากครอบใบหน้า การทำงานคือหลังจากที่อากาศถูกกรองจนสะอาดแล้ว จะถูกส่งผ่านท่อเข้าสู่หน้ากาก อากาศสะอาดจะส่งผ่านไปที่ตัวหน้ากากตลอดเวลา อากาศที่บริสุทธิ์จะดันออกมา ทำให้ฝุ่นควัน หรือแก๊ส ไม่สามารถเข้าถึงได้ และจะถูกผลักออก เพราะเป็น Positive Pressureจึงทำให้ผู้ที่สวมใส่ได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ หายใจสะดวก คล้ายๆ กับเครื่องกรองอากาศขนาดเล็กเคลื่อนที่
สำหรับการใช้งาน “MasquraX” Gen 1 นั้น กลุ่มที่คิดว่าควรนำไปใช้งาน น่าจะเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ไฟป่า รองลงมาคือกลุ่มคนที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ตำรวจจราจร รวมไปถึงประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ เช่น ผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ ส่วนการใช้งานในขณะนี้ยังอยู่ในวงจำกัด และยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาให้มีขนาดเล็กและพกพาได้สะดวกมากยิ่งขึ้น จึงจะมีการทดลองใช้งานในระดับอื่นๆ ต่อไป
ส่วน “MasquraX” Gen 2 เหมาะที่จะใช้งานในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากตัวหน้ากากดัดแปลงมาจากหน้ากากดำน้ำ ทำให้สามารถป้องกันคัดหลั่งได้ทั้งตา จมูก และปาก และแบตเตอรี่ยังมีขนาดเล็กลง สามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น ขณะนี้ “MasquraX” ทั้ง 2 เวอร์ชั่น ยังถือว่าเป็นตัวต้นแบบ มีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง แต่เชื่อว่าหากมีการพัฒนาต่อยอด และได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ก็จะสามารถลดต้นทุน และจำหน่ายจ่ายแจกในปริมาณมากได้ต่อไป และขณะนี้ทางทีมก็ยังเดินหน้าคิดค้น “MasquraX”Version 3 ที่เหมาะสำหรับประชาชนทั่วไปในการป้องกันฝุ่น PM 2.5 โดยจะมุ่งเน้นออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัดมากขึ้น มีส่วนประกอบน้อยชิ้นลง และลดต้นทุนลง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ติดตามความคืบหน้า หรือข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับ MasquraX และสนับสนุนการผลิตหน้ากากของน้องๆ ได้ที่
Fanpage MasquraX (www.facebook.com/MasquraXCMU)
หรือ ศูนย์วิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มช. (www.facebook.com/ACAirCMU)
ชมคลิป https://www.youtube.com/watch?v=UxcOKQUXDGc
วันที่ : 12 เม.ย. 2020
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่